แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ข่าวสุขภาพ : ไต้หวันงามไส้ ปลูกถ่ายอวัยวะ HIV ให้คนไข้ถึง 5 ราย

เกิดมาแล้วเปื่อยหนักจนต้องรอความกรุณาจากฟ้าเบื้องบน ส่งอวัยวะสำรองจากผู้มีจิตใจงามที่ได้ทำการบริจาคร่างกายให้กับเพื่อนมนุษย์ ก็เป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัจพอแรงอยู่แล้ว แต่นั่น..คงยังไม่แรว๊งง..เท่าพอถึงเวลาได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะที่จำเป็นต้องซ่อมโดยด่วน ดั๊น..มีอิ่หมอกับโรงพยาบาลสั่ว ๆ ยัดเครื่องเคราชิ้นใหม่ของร่างกายที่มีเชื้อ HIV หรือเชื้อเอดส์ให้อีกซะนี่



ข่าวนี้จะกองหรือไม่กรองก็ไม่รู้ค่ะคุณขา แต่มันข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากแดนไต้หวันโน่นแน่ะ


โดยที่สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า แพทย์จากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน ในกรุงไทเป ของไต้หวัน ได้นำอวัยวะ จากผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี (เชื้อเอดส์) ซึ่งได้รับการบริจาค ปลูกถ่ายให้ผู้ป่วยถึง 5 รายด้วยกัน !!!!!..

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ได้ออกแถลงการณ์ขอโทษสำหรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นและบอกว่าขณะนี้ผู้ป่วยที่ได้รับอวัยวะของผู้ติดเชื้อ กำลังได้รับยาต้านเชื้อเอชไอวีแล้ว (พี่คะ อันนั้นมันอวัยวะที่ปลูกถ่ายจากน้องเอชนะ ได้รับยาต้านเชื้อแล้ว เชื้อมันจะหายเหรอคะ) และได้โพสข้อความชี้แจงผ่านเว็บไซต์ของโรงพยาบาล เมื่อสุดสัปดาห์ว่า ความผิดพลาดเกิดจาก เจ้าหน้าที่ทั้งสองสื่อสารกันผ่านโทรศัพท์ จากคำว่า “มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเชื้อเอชไอวี” เป็นคำว่า “ไม่มีปฏิกิริยา” โดยไม่มีการตรวจสอบรายละเอียดจากแหล่งอื่นซ้ำอีกรอบตามที่ขั้นตอนกำหนด (ตรูอยากจะบร้า)

ทั้งนี้ ผู้บริจาคอวัยวะเป็นชายวัย 37 ปี ในเมืองซินฉู่ ฮ่ะ เขาได้ล้มป่วยถึงขั้นโคม่าเมื่อวันที่ 24 ส.ค. โดยหัวใจ ตับ ปอด และไตสองข้าง ของเขาได้รับการปลูกถ่ายให้ผู้ป่วย 4 รายของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันและผู้ป่วยอีก 1 ราย จากโรงพยาบาลอื่น โดยที่ครอบครัวของผู้บริจาค ไม่รู้ว่าเขาติดเชื้อเอชไอวี (เชื้อเอดส์) ซึ่งขณะนี้แพทย์และพยาบาลที่ร่วมทำการปลูกถ่ายอวัยวะเริ่มแสดงความกังวลว่าพวกเขาอาจมีความเสี่ยงติดเชื้อเอชไอวีด้วยก็เป็นได้ (กรรม)

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จากกระทรวงสาธารณสุขกำลังจะเข้าตรวจสอบเรื่องนี้และจะตัดสินใจว่าจะดำเนินมาตรการลงโทษต่อโรงพยาบาลอย่างไร ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานว่า เจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และถูกตัดสินว่ามีความผิด อาจต้องรับโทษจำคุกสูงถึง 10 ปีและทางโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน อาจต้องถูกสั่งห้ามทำการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะนาน 1 ปี (แค่เนี้ยะ..)

อ่านข่าวข้างบนแล้วอิฮั้นก็สงสัยจังเลยฮ่ะ ว่าอิ่ตอนที่ผู้บริจาคเสียชีวิต ไม่ได้มีการตรวจสอบหาสาเหตุการเสียชีวิตกันก่อนหรือค้า ว่าเสียชีวิตจากสาเหตุอันใด อยู่ดี ๆ พอเค้าตายก็ไปจกร่างเค้ามาทำการผ่าเอานู่นนี่นั่นโน่นไปปลูกถ่ายให้คนอื่นเลยเนี่ยนะ มันง้ายยยย...ไปรึเปล่าฟระคะ..ก็หวังว่าเมืองไทยเราคงไม่มีเหตุการณ์แบบนี้นะ สงสารทั้งคนให้และคนรับอ่ะ ไหนจะญาติพี่น้องของผู้ได้รับการบริจาคที่ได้รับผลกระทบอีก งานนี้ต้องโทษความชุ่ยของ ผู้รับผิดชอบสถานเดียวเลยฮ่ะ ไม่ต้องไปโทษให้เป็นความผิดของคนอื่นดอก..ก็หวังว่าผู้ได้รับการปลูกถ่ายทั้่งหมดคงได้รับยาต้านและไม่มีผลอะไรต่อสุขภาพของตัวเองล่ะนะค้า

แล้วพบกันใหม่กับเคลิ้มสมาคมในตอนหน้าค่า



ที่มา mthai.com



วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ข่าวสุขภาพ : พฤติกรรมทำร้ายสมอง

สมอง..คือ อวัยวะสำคัญ ที่มีหน้าที่ควบคุมและสั่งการการเคลื่อนไหว , พฤติกรรม และรักษาสมดุลภายในร่างกายของเราฮ่ะ อย่างเช่น การเต้นของหัวใจ , ความดันโลหิต , สมดุลของเหลวในร่างกาย และอุณหภูมิ เป็นต้น

หน้าที่ของสมองยังเกี่ยวข้องกับการรับรู้ อารมณ์ ความจำ การเคลื่อนไหว และความสามารถอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ อีกด้วย แต่ทำม้ายยย..ทำไม..คนเรามักไม่รู้ตัวเองว่าพฤติกรรมบางอย่างที่ทำลงไป ทุกวัน ๆ นอกจากจะเป็นการทำร้ายร่างกายตัวเองแล้ว ยังไม่พ๊อ..มันยังทำร้ายสมองด้วยอ่ะ





หลายคนคงคิ้วผูกโบว์ได้ที่ละ คิก คิก อ่ะ.....มาดูกันนะค้า ว่าพฤติกรรมอะไรที่ทำร้ายสมองน้อย ๆ รอยหยักเยอะ ๆ ของเราได้มั่ง (หยักเยอะแน่เร๊อะ กรั่ก ๆ ๆ ๆ)

1. ไม่ทานอาหารเช้า ฮ่ะ หลายคนคิดว่าไม่ทานอาหารเช้าแล้วเป็นไง ก็ตรูรีบ ไม่ทานอาหารเช้าแล้วจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำไงค้า นี่เป็นสาเหตุให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอด้วยค่า เชื่อมั้ยล่ะ ว่าการงดอาหารเช้าก็เป็นต้นเหตุทำให้เซ็กส์..เอ๊ย..สมองเสื่อม :P

2. กินอาหารมากเกินไป (ข้อนี้คงเสียดแทงหัวใจใครหลายคนเล็กน้อย) การกินมากเกินไปจะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว เป็นสาเหตุให้เกิดโรคความจำสั้น (ไม่เป็นไร..แต่ความรักชั้นยาวววว..)

3. การสูบบุหรี่ เป็นสาเหตุให้เป็นโรคสมองฝ่อและเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์

4. ทานของหวานมากเกินไป การกินของหวานมาก จะไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีนและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาองสมอง

5. มลภาวะ สมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกายการสูดเอาอากาศที่เป็นมลภาวะ เข้าไปจะทำให้ออกซิเจนในสมองมีน้อยส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง

6. การอดนอน การนอนหลับจะทำให้สมองได้พักผ่อนการอดนอนเป็นเวลานานจะทำให้เซลล์สมองตายได้ (โหย..อันนี้น่ากลัวแฮะ อิชั้นนอนเที่ยงคืนทุกวันเลย >_<"

7. นอนคลุมโปง การนอนคลุมโปง จะเป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้นและลดออกซิเจนให้น้อยลงส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง

8. ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย การทำงานหรือเรียนขณะที่กำลังป่วย จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงเหมือนกับการทำร้ายสมองไปในตัว (โอ้ว..ได้เหตุผลในการอู้แล้วเรา 555+)

9. ขาดการใช้ความคิด การคิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการฝึกสมองการขาดการใช้ความคิดจะทำให้สมองฝ่อ (ข้อนี้อิชั้นคงไม่เสี่ยงแฮะ เพราะปกติเป็นคนคิดเยอะอยู่แล้ว)

10. เป็นคนไม่ค่อยพูด ทักษะทางการพูดจะเป็นตัวแสดงถึงประสิทธิภาพของสมองฮ่ะ เพราะฉะนั้นใครถามอะไรมาอับดุลก็พยายามตอบ ๆ เค้าหน่อยเหอะ (แพูดเยอะเกินไป อาจไม่ตายเพราะสมองเสื่อม แต่จะตายเพราะพูดมากเกินไปก็อาจเป็นได้ ณ.จุดนี้เคลิ้มขอให้ทางเลือก....เลือกเอาละกัน ?? !!)

เอาเป็นว่าใครไม่อยากให้สมองไปก่อนวัย ก็หัด ๆ ใช้สมองให้เยอะ ๆ หน่อยละกันนะค้า นั่ง ๆ อ่านบล้อกอิชั้นอยู่นี่ก็ท่องสูตรคูณแม่ 28 ไปด้วยก็ได้ค่า..จะได้เป็นการฝึกสมองให้โอ้ลั่นล้ากับเราไปได้อีกนาน ๆ :D





ขอบคุณข้อมูลจาก http://variety.teenee.com/

วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ข่าวสุขภาพ : แก้ปวดต้นคอ,ปวดไหล่ ได้ด้วยการบริหารต้นคอ

สวัสดีค่า พบกับบล้อกเคลิ้ม..สมาคมรายสัปดาห์กันอีกครั้งนึงแล้วนะค้า (อ้าว ไม่ใช่ราย 3 เดือนเหรอ.กรั่ก ๆ ๆ) ในวันนี้ขอเอาใจมิตรรักแฟนเพลงของพุ่มพวง เอ๊ย..เอาใจเพื่อน ๆ มนุษย์ชาวออฟฟิศด้วยกันด้วยการออกกำลังกาย เพื่อ ขจัดโรคปวดกล้ามเนื้อต้นคอเรื้อรัง กันฮ่ะ




โรคปวดต้นคอเรื้อรัง นั้น เป็นผลส่วนหนึ่งจากโรคขยันทำงานโดยไม่เปลี่ยนท่า(หรือโรคเล่นเกมส์,กระหน่ำเฟซบุ้คชาวบ้านไม่ยอมเลิก) ของหลาย ๆ คนเลยทีเดียวค่ะ ชาวมนุษย์ออฟฟิศอย่างเรา ๆ นั้นมักจะถูกโรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังรุมเร้า ทำให้รู้สึกปวดและกดเจ็บบริเวณกล้ามเนื้อคอตลอดเวลา

นายแพทย์ลิขิต รักษ์พลเมือง จากภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด คณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ได้แนะนำท่าบริหารที่ควรทำเป็นประจำ เพื่อคลายอาการปวดกล้ามเนื้อคอ โดยหันหน้าตรงเป็นท่าเตรียม แล้วทำตามท่าต่อไปนี้อ่ะนะคะ

ท่าที่ 1 หันศีรษะไปทางซ้ายช้าๆ โดยใช้มือขวาช่วยดันใบหน้าให้ค้างไว้ นับ 1-10 กลับสู่ท่าเตรียม สลับทำด้านขวาอีกหนึ่งครั้ง
    
ท่าที่ 2 ก้มศีรษะลงช้าๆ ให้คางชิดอกมากที่สุด นับ 1-10 กลับสู่ท่าเตรียม ทำหนึ่งครั้ง
 
ท่าที่ 3 เงยศีรษะขึ้นช้าๆ ทิ้งศีรษะไปทางด้านหลังให้มากที่สุด นับ 1-10 กลับสู่ท่าเตรียม ทำหนึ่งครั้ง
    
ท่าที่ 4 เอียงศีรษะไปทางด้านซ้าย โดยใช้มือซ้ายช่วยกดให้ศีรษะชิดไหล่มากที่สุด นับ 1-10 กลับสู่ท่าเตรียม สลับทำด้านขวาอีกหนึ่งครั้ง
    
ท่าที่ 5 หันหน้าไปทางด้านซ้าย 45 องศา โดยใช้มือขวาช่วยดันใบหน้าค้างไว้ จากนั้นก้มหน้าลงช้าๆ ให้คางชิดอกมากที่สุด นับ 1-10 กลับสู่ท่าเตรียม สลับทำด้านขวาอีกหนึ่งครั้ง
        
ทำท่าที่ 1-5 นับเป็นหนึ่งเซต สามารถทำได้บ่อยตามต้องการ
       
สละเวลาระหว่างทำงานเพียงเล็กน้อย ก็จะช่วยป้องกันสุขภาพคอได้อีกหลายปี ที่สำคัญเราสมารถทำได้เองโดยไม่ต้องง้อตาแก่ เอ๊ย..ง้อมือนวดที่ไหนมาช่วยเลยอ่ะนะค้า..

แล้วพบกันใหม่ในเคลิ้มสมาคมตอนหน้าค่า






ขอบคุณที่มา http://variety.teenee.com/

วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ข่าวสุขภาพ : ฝึกหายใจ ให้ร่างกายแข็งแรง

คนเราสมัยนี้ออกกำลังกันน้อยเหลือเกินเฮ่าะ ไม่นับการที่คนเมืองต้องวิ่งไล่ตามรถเมล์กันทุกเช้า-ทุกเย็นนะฮ้า กรั่ก ๆ ๆ

อ่ะ..วันนี้เคลิ้มสมาคมได้นำเอาบทความดี ๆ ที่จะช่วยให้คุณออกกำลังได้แม้แต่เวลายืน หรือนั่ง หรือนอน เท่านั้นเอง มาฝากกันค่ะ




การหายใจนั้นเป็นเรื่องที่หลายคนมองข้าม บางคนถึงขนาดบอกว่าแค่ตรูหายใจเข้าและออกก็เหนื่อยจะตายห็องอยู่แล้ว (ยิ่งเดี๋ยวนี้พอเจอปัญหาอะไรนิดอะไรหน่อย คนเราก็เกิดอาการขี้เกียจหายใจขึ้นมาดื้อ ๆ ก็มี เหอ ๆ ๆ ) การหายใจได้อย่างถูกวิธีมันเป็นแบบไหนล่ะ การหายใจได้ถูกวิธี ก็คือ เมื่อหายใจเข้า ท้องเราก็จะป่อง (ป่องแบบไม่มีเบบี๋ในนั้นนะ แอร๊ยยย..) หายใจออก ท้องก็จะแฟบ ถ้าใคหายใจได้แบบนี้ ก็ถือว่าหายใจได้อย่างถูกต้องแล้วฮ่ะ แต่ถ้าจะให้ดี ควรเรียนรู้เทคนิคการหายใจเพิ่มพลังปอดและช่วยบริหารกล้ามเนื้อด้วยอ่ะนะคะ

เริ่มจากท่าแรกเลยค่ะ คือ การหายใจโดยใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องหรือกระบังลม เป็นการหายใจที่ใช้กำลังน้อยที่สุด แต่สามารถส่งลมเข้าและออกปอดได้มากที่สุด โดยการนอนหงายบนที่ราบ วางแขนทั้งสองข้างแนบลำตัว มือข้างหนึ่งวางบนหน้าอก มืออีกข้างวางที่หน้าท้อง แล้วงอเข่าสองข้างขึ้นอย่างสบาย จากนั้นสูดหายใจเข้าลึกๆ ทางจมูก ซึ่งหน้าท้องจะป่องออก ขณะที่หน้าอกจะเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ส่วนการหายใจออก ให้ค่อย ๆ ผ่อนลมออกผ่านทางไรฟัน ให้ริมฝีปากเผยขึ้นเล็กน้อย และใช้เวลาหายใจออกนานกว่าหายใจเข้านาน 3 เท่า

ท่าถัดมา การหายใจโดยใช้กล้ามเนื้อทรวงอกด้านข้าง โดยวางฝ่ามือทั้งสองลงบนสีข้างของทรวงอกส่วนล่าง สูดลมหายใจเข้าและผ่อนออกเหมือนท่าแรก ควรให้ทรวงอกและชายโครงด้านล่างป่องออกเมื่อหายใจเข้า และแฟบที่สุดเมื่อหายใจออก ท่านี้จะช่วยเพิ่มความสามารถในการเคลื่อนไหวทรวงอก และขับเสมหะได้ง่ายขึ้น

ท่าสุดท้าย ให้หายใจโดยใช้กล้ามเนื้อทรวงอกส่วนบน โดยวางมือบนหน้าอกใต้กระดูกไหปลาร้า แล้วใช้ปลายนิ้วมือกดเบาๆ เมื่อหายใจเข้าให้อกส่วนบนขยายตัวและดันนิ้วมือขึ้น แต่อย่าเกร็งช่วงไหล่ โดยการหายใจเข้าให้กลั้นไว้นาน 1-2 วินาที ส่วนการหายใจออกให้ทรวงอกบริเวณเดียวกันแฟบลงมากที่สุด โดยสามารถใช้มือช่วยกดได้

ในการหายใจท่าสุดท้าย เหมาะสำหรับผู้ป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจตีบเรื้อรังจนทรวงอกโป่งพอง อย่างไรก็ตาม การหมั่นหายใจด้วยท่าต่าง ๆ ทั้ง 3 อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ปอดแข็งแรงและหากป่วยด้วยโรคที่ทำให้หายใจได้ลำบาก เช่น หวัด ก็จะหายได้อย่างรวดเร็วด้วยนะค้า


สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง เอ้า..มาฝึกหายใจให้ร่างกายแข็งแรงด้วยกันเถอะ...ฮื้ดดดด..... :)




ขอบคุณที่มา http://men.mthai.com/content/3194

วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ข่าวสุขภาพ : แค่กอดอก ก็ลดความเจ็บปวด ??!!

ใครจะเชื่อว่าแค่ "กอดอก" ก็ลดความเจ็บปวดได้ ??!!

เอ๊า..จริง จริ๊งงง..ไม่เชื่อมาฟังข่าวนี้กันดูเฮ่าะ

นักวิจัยเชื่อว่า สมองสัมพันธ์กับร่างกาย เพียงแค่ 'กอดอก' ที่กลางลำตัว ก็สามารถลดความเจ็บปวดลงได้ เพราะทำให้สมองสับสนกับการรับรู้ข้อมูลด้านซ้ายกับด้านขวา




นี่คือการค้นพบของนักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยลอนดอน ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารเพน อ่ะนะคะ พวกเค้าระบุว่า เหตุผลของการลดความเจ็บปวดได้ดังกล่าวก็คือ ข้อมูลสมองได้รับมันจะขัดแย้งกันเองระหว่างพื้นที่สมอง 2 ส่วน ส่วนแรกเกี่ยวกับร่างกาย อีกส่วนคือพื้นที่ภายนอก

จิอันโดเมนิโก เอียนเนตตี จากคณะสรีรศาสตร์ เภสัชวิทยาและประสาทวิทยา ผู้นำวิจัย กล่าวว่า ในชีวิตประจำวัน คนส่วนใหญ่ใช้มือซ้ายจับสิ่งของที่อยู่ฝั่งซ้าย และใช้มือขวาจับสิ่งของที่อยู่ด้านขวา ซึ่งหมายความว่า สมองส่วนที่ดูแลร่างกายด้านขวา และดูแลพื้นที่ภายนอกด้านขวา จะทำงานร่วมกัน ซึ่งนำไปสู่กระบวนการด้านความเจ็บปวดที่มีประสิทธิภาพมาก

"เมื่อคุณกอดอก สมองสองส่วนนี้จะสับสน เพราะไม่ได้ทำงานสัมพันธ์กันอีกต่อไป ทำให้ความเจ็บปวดบรรเทาลง"

จากการศึกษา นักวิทยาศาสตร์ใช้เลเซอร์ต่างเข็มเล่มเล็ก ส่องลงไปที่มือของอาสาสมัคร ที่ความเร็ว 1 ใน 4 มิลลิวินาที โดยไม่ต้องสัมผัส จากนั้นทดลองทำเมื่ออาสาสมัครกอดอก แล้วให้เปรียบเทียบความเจ็บปวดด้วยการให้คะแนน รวมถึงใช้เครื่อง EEG สวมศีรษะอ่านคลื่นไฟฟ้าจากสมอง

ผลปรากฏว่า ทั้งรายงานจากอาสาสมัครโดยตรงและจากเครื่องวัด EEG ชี้ว่า การรับรู้ความเจ็บปวดลดลงเมื่อกอดอกฮ่ะ

"เมื่อเราเจ็บปวด เราไม่ควรจะเอามือไปถูมัน อาจจะดีกว่าถ้ากอดอกเสียเลย" นักวิจัยกล่าวและว่า หวังว่าการค้นพบนี้จะนำไปสู่การพัฒนายาหรือวิธีการรักษาความเจ็บปวดแบบใหม่
งั้นก็ลองให้คนไข้กอดอก อิ่ตอนโดนผ่าไส้ติ่งดูมะ เผื่อจะเวิร์คอ่ะค่ะคุณพี่...5555+



วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ข่าวสุขภาพ : ผลการวิจัยระบุ คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ สกปรกกว่าห้องน้ำซะอีก อรึ๋ยยย..

ใครที่ชอบค่อนแคะเพื่อนฝูง ว่าเข้าห้องน้ำแล้วไม่ล้างมือ เห็นทีจะต้องเปลี่ยนคำกระแนะกระแหนซะใหม่แล้วเฮ่าะ

ผลการวิจัยสมัยนี้พบว่า คีย์บอร์ดของคอมพิวเตอร์บางเครื่อง เป็นแหล่งหมักหมมของเชื้อแบคทีเรียมากกว่าที่นั่งโถชักโครกในห้องน้ำเสียอีก โดยเป็นแหล่งสะสมของเชื้อจุลินทรีย์ ที่อาจก่อให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษได้ เช่น เชื้ออีโคไล และสแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส



ผลการตรวจสอบสำนักงานหลายแห่งในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ จากการสุ่มตรวจคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ 33 เครื่อง พบว่า คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ 4 เครื่องในนี้ ที่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ส่วนอีก 1 เครื่อง มีเชื้อจุลินทรีย์มากกว่าถึง 5 เท่า เมื่อเทียบกับที่นั่งโถชักโครกในห้องน้ำของสำนักงานแห่งนั้น ๆ

นักจุลชีววิทยาจากมหาวิทยาลัย คอลเลจ ลอนดอน ฮอสพิทั่ล ระบุว่า คีย์บอร์ดที่เป็นแหล่งหมักหมมของเชื้อโรค อาจทำให้ผู้ใช้งานรับเชื้อโรคเข้าไปได้ผ่านการสูดดม หรือ ใช้มือที่เพิ่งกดคีย์บอร์ด ไปจับอาหารเข้าปาก ส่งผลให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ที่สกปรก มักเป็นแหล่งสะสมของเชื้อแบคทีเรียมากเกินกำหนดถึง 150 เท่า และอาจมีเชื้อแบคทีเรียมากกว่าโถชักโครกห้องน้ำถึง 5 เท่า (อะจ๊ากกก...)





นอกจากนี้ การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ร่วมกับคนอื่น ยังเป็นแหล่งแพร่เชื้อในหมู่พนักงานออฟฟิศโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว เช่น ถ้ามีพนักงานบางคนป่วยเป็นไข้หวัดในที่ทำงาน หรือ เป็นโรคลำไส้อักเสบ ก็มีแนวโน้มที่จะแพร่เชื้อให้เพื่อนพนักงานผ่านการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ร่วมกัน

การที่พนักงานออฟฟิศมักนำอาหารมานั่งกินตรงเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วเศษอาหารที่ตกหล่นไปบนคีย์บอร์ด ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เชื้อแบคทีเรียยิ่งเติบโตได้เร็วขึ้น ส่วนบางคน ที่มีสุขนิสัยไม่ดี เช่น ไม่ล้างมือหลังเสร็จกิจในห้องน้ำ แล้วมานั่งทำงานตรงเครื่องคอมพิวเตอร์ต่อทันที ก็ทำให้เชื้อโรคที่ติดมากับมือกระจายลงสู่คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ได้อีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ จึงมีคำแนะนำให้พนักงานออฟฟิศ ต้องกระเทาะเศษอาหารหรือสิ่งสกปรกออกจากคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์อยู่เป็นประจำ จากนั้น จึงทำความสะอาด ด้วยการใช้ผ้านุ่มๆ ชุบแอลกอฮอล์ แล้วเช็ดไปที่คีย์บอร์ด เพื่อฆ่าเชื้อโรค

มาดูผลการสำรวจจากที่อื่นดูบ้างนะคะ

ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยแอริโซนาเมื่อปีที่แล้ว พบว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในสำนักงานประเทศสหรัฐส่วนใหญ่จะมีเชื้อแบคทีเรียสะสมอยู่มากกว่าถึง 400 เท่า เมื่อเทียบกับที่นั่งโถชักโครกในห้องน้ำ ส่วนบริเวณโดยรอบที่นั่งทำงานของพนักงานหญิง มักเป็นแหล่งสะสมเชื้อแบคทีเรียมากกว่าโถชักโครกห้องน้ำ ประมาณ 3 ถึง 4 เท่า

แล้วผลวิจัยจากไทยล่ะ...โฮะ ๆ ๆ อิชั้นว่าอย่าเพิ่งส่งทีมอะไรต่อมิอะไรมาวิจัยเลยดีฝ่าเฮ่าะ เพราะเดี๋ยวทีมวิจัยจะช็อคซีเนม่าซะเปล่า ๆ..

ว่าแล้วก็ไปซื้อกล้วยแขกมานั่งกินหน้าเครื่องดีกว่าวุ้ย...(เอิ้ววว..555+) อย่าลืมทำความสะอาดคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ของเราเพื่อสุขอนามัยที่ดีกันด้วยนะค้าทุกคน...