แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวต่างประเทศ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวต่างประเทศ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2555

ข่าวน่าทึ่ง : บันไดเลื่อนที่สูงที่สุดในโลก

.
.

ตามประสาคนแก่ที่ไขข้อเริ่มเสื่อม วันนี้ก็เลยขอเอาใจคนแก่ด้วยกัน โอ๊ะ ๆ ๆ ย้อเย่นนน..อิชั้นขอเอาใจคนที่รักของใหญ่ ๆ เหมือนกัน (แถไปนู้น 555+) ด้วยการนำข่าวของยักษ์ ๆ มาฝากกันอีกแล้วฮ่ะ..


สำนักข่าวออนไลน์ดฮัฟฟิงตัน โพสต์ ได้ส่งซิกสายอ้อม (อ้อมไกลไปหน่อย) มาเมื่อวันที่ 26 ธันวาคมปีที่แล้วว่า ณ.บัดนาว มีการเปิดใช้งานบันไดเลื่อนยักษ์ขึ้นที่เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศอย่าง เมืองเมดิลลิน ในเขตชุมชนโคมูนา 13 ประเทศโคลัมเบีย เรียบร้อยแล้วฮ่ะ ทั้งนี้ก็เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้คนในชุมชนให้เดินทางขึ้นลงได้สะดวกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เนื่องจากก่อนหน้านี้ผู้อาศัยในเมืองนี้ราว 12,000 คน จะต้องเดินทางด้วยเท้าผ่านริมเขาที่สูงชัน ในการสัญจรไปมาระหว่างบ้านกับในตัวเมืองมาโดยตลอด



เจ้าบันไดเลื่อนที่ว่านี้ มีการแบ่งออกเป็น 6 ส่วนด้วยกันค่ะ สิริรวมความยาวถึง 384 เมตร และใช้ทุนในการสร้างจำนวน 6.7 ล้านเหรียญดอลลาร์ หรือประมาณ 214,400,000 บาท  โดยมันสามารถร่นระยะเวลาการเดินทางขึ้น-ลง จากปกติ 35 นาทีด้วยวิถีการเดิน เหลือเพียง 6 นาทีด้วยวิถีบันไดเลื่อนเท่านั้น (ปลื้มมม...) และชาวบ้านสามารถใช้งานได้ฟรี..ฟรี..ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น แถมทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า ในอนาคตมีแผนจะสร้างหลังคาขึ้นมาเพื่อกันแดดกันฝนให้อีกด้วย




ทางด้านนายกเทศมนตรีอลองโซ ซาลาซาร์ กล่าวถึงบันไดเลื่อนยักษ์สูงราวตึก 28 ชั้นนี้ว่า เขาไม่เคยได้ยินว่าที่ไหนจะมีการสร้างบันไดเลื่อนกลางแจ้งใหญ่ขนาดนี้มาก่อน (หนูก็ไม่เคยได้ยินเหมือนกันฮ่ะ) ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นตัวแรกของโลก




ทั้งนี้ อิ่ตอนนั้น (เพราะมันผ่านมาร่วมเดือนแล้ว ฮาาา...) ชาวบ้านในชุมชนได้ออกมาทดลองใช้งานบันไดเลื่อนนี้กันอย่างตื่นเต้น  ซึ่งพวกเขาดีใจมากที่มันสามารถช่วยให้การเดินทางของพวกเขาไปไหนมาไหนได้สะดวกขึ้น โดยหนึ่งในสมาชิกหมู่บ้าน กล่าวว่า "มันเป็นเหมือนกับความฝันที่กลายเป็นจริงแล้ว"




แหม..พูดกันขนาดนี้ อิชั้นก็นึกอยากจะไปลองขึ้นดูมั่งซะแระ เดี๋ยวขอเก็บตังค์หยอดกระปุกสักสองชาติครึ่งก่อน ตอนนี้ได้หางตั๋วชิ้นแรกแระ อุอุ...ใครจะสมทบทุนก็หลังเมล์มาได้นะค้าาาาา ยินดีต้อนรับทุกแบงค์ค่าาา..

แล้วพบกับข่าวเคลิ้ม ๆ ได้ใหม่ในตอนหน้า





ขอบคุณที่มา กระปุกดอทคอม



วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2555

ข่าวรันทด : เมื่อฮ่องกงอุดมด้วยห้องกรง

.
.
เฮ้อ..ได้อ่านข่าววันนี้แล้วบอกตามตรงว่าอิชั้นถึงกับเคลิ้มไม่ลงกันทีเดียวเฮ่าะ

อ่ะ มาว่าถึงเนื้อข่าวกัน...ถ้าพูดถึง เกาะฮ่องกง หลาย ๆ ท่านรวมทั้งอิฮั้นด้วย ก็คงนึกถึงเมืองอันอุดมไปด้วยแหล่งช้อปปิ้ง ผู้คนมากมายและความมั่งคั่งอ่ะนะคะ เรียกได้ว่าอ่องกงถือเป็นเมืองที่ร่ำรวยที่สุดเมืองหนึ่งของโลกเลยทีเดียว คิดดูสิค้า ที่นั่นเค้ามีร้านขายสินค้าแบนด์ดัง ๆ อย่างเช่น กระเป๋าหลุยส์วิตตอง เยอะกว่าที่ปารีสเองซะอีก นอกจากนี้แล้ว ฮ่องกงยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย แต่คร๊ายยย..จะรู้มั่งว่าในอีกมุมหนึ่งของเกาะฮ่องกง ประชากร 1 ใน 10,000 คนของที่นั่น กลับมีความเป็นอยู่ที่แร้นแค้น ยากลำบาก แออัดยัดทะนาน และต้องอยู่อย่างเบียดเสียดน่าดู หลาย ๆ คนคงไม่เชื่อหูกระมังค้า ถ้าอิชั้นจะบอกว่า พวกเขาอาศัยอยู่ในกรงเหล็กที่มีขนาดเพียง 6ฟุต x 2.5 ฟุต แค่นั้นเอง




ข้อเท็จจริงไม่ติงนังที่อิชั้นเล่ามาข้างต้นนั้น ไม่ได้พูดพล่อย ๆ ตามประสาคนพูดแยะหรอกฮ่ะ แต่อิฮั้นไปเจอ ภาพ ของความแออัดของผู้อยู่อาศัยใน เกาะฮ่องกง เข้าชุดนึง ซึ่งเป็นฝีมือของช่างภาพชาวอังกฤษ ซึ่งก็นะ...เห็นแล้วก็บรรยายถึงสภาพความอัตคัดขัดสนของประชากรบางส่วนที่นั่นได้เป็นอย่างดี คิดดูดิ๊..ประชากรที่มีรายได้น้อยของที่นั่น ต้องจ่ายค่าเช่ากรงเหล็กอยู่กันที่เดือนละ 200 ดอลลาร์สหรัฐ(ประมาณเดือนละ 6,000 บาท)แน่ะ แถมแต่ละชั้นก็ปาเข้าไปถึง 20 กรง สูง 3 ชั้น ชั้นล่างสุดมีราคาแพงสุด เพราะสูงพอที่มนุษย์มนาจะยืนได้ ขณะที่ห้องน้ำและสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานเป็นของส่วนกลางต้องใช้ร่วมกัน ที่นี่ไม่มีห้องครัวนะค้า ส่งผลให้ผู้เช่าซึ่งฐานะยากจนต้องซื้ออาหารกินเพิ่มภาระในการใช้จ่ายแบบหนักข้อเข้าไปอีก >_<"




นายเฉออุน ผู้เช่ารายหนึ่งเล่าว่า อุณหภูมิในกรงจะสูงกว่าภายนอกราว 2-3 องศาฮ่ะ และมันก็อึดอัดมาก จนบ่อยครั้งที่เขานอนตาค้างจนถึงเกือบตี 5 ของอีกวัน อีกทั้งยังต้องคอยระแวงสัตว์เลื้อยคลานและแมลงสาบ ที่อาจเดินเข้าไปในหูในเวลากลางคืนด้วย (กรรมของเวร)




อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการอยู่อาศัยในกรงเหล็กแบบนี้จะดูเป็นเรื่องอื้อฉาวในฮ่องกง แต่จำนวนห้องพักแบบนี้กลับมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามสภาพเศรษฐกิจที่แย่ลงอ่ะนะคะ








เอ่อ..เห็นสภาพแล้วดีใจที่อยู่เมืองไทยฟร่ะ ทุกข์ร้อนยังไงก็ยังไม่ต้องถึงขนาดแปรสภาพตัวเองให้ไปอยู่ในกรง ข้าวมีอยู่น้ำมีกิน ขยัน อดทน ประหยัด อดออมอย่างเดียว ทุ่งนาสาโทและน้ำใจก็ยังพอมีให้กันอยู่มั่ง น่าสงสารคนที่ด้อยโอกาสในชีวิตขนาดนั้นจังเลยเนาะ เฮ้อออออออ....





ขอบคุณข่าวที่ทำให้ไม่เคลิ้ม จาก mthai news

วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ข่าวแปลก : ใหญ่อีกแล้ว แมลงตัวใหญ่ที่สุดในโลก

.
.
อุ๊ยตายว้ายกรี๊ดด....ทำไมอิ่หมู่นี้ อิชั้นถึงได้เจอแต่ข่าวของใหญ่ ๆ ทั้งนั้นเลยก็ไม่รู้

อ่ะ..วันนี้เคลิ้มสมาคมก็ยังคงส่งข่าวของใหญ่กันอยู่เช่นเคยนะค้า คราวนี้เป็นเรื่องของแมลงกันบ้าง เรามาดูข่าวนี้ด้วยกันเลยค่ะ


เมื่อไม่นานมานี้ ข่าวจาก นสพ.เดอะซัน ได้รายงานว่า นักกีฏวิทยาสหรัฐฯ ผู้นึง ได้สร้างความฮือฮาหลังพบแมลงขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มีการบันทึกมาเข้า และด้วยรูปร่างใหญ่โตทำให้มันสามารถกินแครอททั้งหัว(หัวของนักกีฎวิทยาน่ะรึ กรั่ก ๆ ๆ )ได้อย่างสบาย



นึกภาพมันมาเกาะอยู่ที่มือเราดิ่..แอร๊ยย..ขนแขนแสตนอัพ !!!
 
เจ้าแมลงไซส์บิ๊กเบิ้มตัวนี้คือเจ้าตัววีตาเพศเมียที่มีปีกขนาดใหญ่เมื่อกางสูงสุดยาวถึง 7 นิ้ว ทีเดียวค่ะ โดย มาร์ค มอฟเฟตต์ ช่างภาพและนักกีฏวิทยาชื่อดังวัย 55 ปี ได้ค้นพบมันบนต้นไม้ต้นหนึ่งบนเกาะลิตเติล แบร์ริเออร์ของนิวซีแลนด์โน่นแน่ะ
     
เฮียมอฟ เผยว่าต้องใช้ความพยายามกว่า 2 วันในการค้นหาแมลงชนิดนี้ที่สันนิษฐานกันว่าอาจสูญพันธุ์ไปแล้ว หลังจากชาวยุโรปนำหนูขึ้นมาบนเกาะเมื่อหลายปีก่อน อย่างไรก็ตามท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่ค้นพบก็สร้างความปิติยินดีเป็นอย่างมาก



พี่คะ พี่ใช้ปุ๋ยสูตรอะไรเร่งโตคะ ถึงได้ตัวใหญ่ขนาดนี้ >_<"

มอฟเฟตต์ จากมลรัฐโคโลราโดยังเล่าต่อด้วยความตื่นเต้นว่า เขากับทีมทั้ง 3 คนเดินไปตามป่าบริเวณท้ายเกาะเล็กๆแห่งนี้กว่า 2 คืนที่ค้นหาแหล่งพืชผักที่แมลงวีตายักษ์กินเป็นอาหาร หลายชั่วโมงผ่านไป ก็เริ่มคิดว่าคงแห้วแล้วแหละ เขาคงไม่มีโชคเพียงพอที่จะขอให้ได้เจอสักตัว แต่จากนั้นก็เห็นมันเกาะอยู่บนต้นไม้
     
"วีตายักษ์เป็นแมลงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกและเจ้าวีตาตัวนี้น่าจะเป็นตัวที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบมา มันชอบกินแครอทมากจนไม่สนใจเลยว่าตัวเองกำลังอยู่บนมือของเราและยังคงเคี้ยวตุ้ยๆต่อไป" เขากล่าว
     
"ดูเหมือนว่ามันอาจกินแครรอทหมดได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว (ตระกละซะด้วย) แต่ด้วยที่แมลงตัวนี้เป็นชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์ เราจึงไม่อยากให้มันเกิดภาวะอาหารไม่ย่อย" เขากล่าว "หลังจากมันกินไปได้เล็กน้อย ผมก็ลงมือถ่ายภาพและเราก็นำมันกลับคืนยังจุดที่พบตัวมัน"

ให้ตายเหอะโรบิ้น..ข่าวจำพวกปลาเปลออะไรที่มันใหญ่โต อิชั้นก็พอจะรับได้ฮ่ะ แต่ไอ้ประเภทแมลง ๆ รวมถึงพวกสัตว์เลื้อยคลานที่พี่แกตัวใหญ่มหึมากว่าที่เคยเห็นเนี่ย เกินจะไหวจริง ๆ อ่ะนะคะ ขืนอิชั้นเจอตัวเป็น ๆ เข้าคงเผ่นป่าราบไว้ก่อนแหละ เจ้าประคู๊ณณ..ใครอย่าได้คิดลักลอบเอามาขยายพันธุ์ในเมืองไทยเลยเน้อ อิชั้นยังไม่อยากย้ายประเทศหนีอ่ะ..เห็นขนาดตัวของมันแล้ว ขนลุกขนชันจริง ๆ เนอะคุณพี่..




ขอบคุณที่มา manageronline



วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ข่าวแปลก : อื้อหือ...มันใหญ่มากกก...

.
.
สวัสดี สวีดัด เช้าวันศุกร์สุดสัปดาห์นะค้า..ชาวเคลิ้มสมาคมทั้งหลาย อุอุ..

หลังจากห่างหายไปปฏิบัติภาระกิจประดามีซะหลายสัปดาห์ วันนี้เคลิ้มสมาคมก็มีข่าวล่ามาช้านิดนึง มาส่งอีักเช่นเคยฮ่ะ

อ่ะ..มาดูข่าวใหญ่ ๆ ข่าวนี้กันเป็นไร..

เว็บไซต์ข่าวเดลี่เมล์รายงานว่า นักตกปลาชาวอังกฤษรายนึง ต้องออกแรงในการดึงเบ็ดอย่างเต็มกำลัง หลังจากที่ไปตกเอากระเบนยักษ์ขนาด 127 กิโลกรัมได้เข้า ระหว่างการเดินเรือไปตกปลาที่ประเทศอาร์เจนตินา





โดยนายเจเรมี เวด วัย53 ปี ผู้นี้ กล่าวอย่างภูมิใจ ว่านี่ถือว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดง สำหรับการตกปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจับได้เลยทีเดียว แถมมันมีขนาดใหญ่มากกกก....จนต้องใช้เวลากว่าจะดึงมันมาถึงชายฝั่งถึง 4 ชั่วโมงเต็ม ๆ

เฮียเจเรมี แกยังบอกด้วยว่า หากใครเผลอไปโดนเงี่ยงกระเบนยักษ์ตัวนี้แทงเข้าไป อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้เลยฮ่ะ เพราะพิษของมันรุนแรงมาก ซึ่งโดยปกติแล้ว ปลากระเบนจะจู่โจมมนุษย์ด้วยการปักเงี่ยงไปที่เท้าหรือหัวเข่าก่อนที่จะปล่อยพิษออกมา เรียกว่าใครไปเหยียบหัวแม่ติง เอ๊ย..เหยียบตัวมันเข้า ชีวิตก็อาจวางวายไม่ได้เย่อกับปลาซ้ำสองแน่นแน่..




ก่อนหน้านี้ เฮียเจเรมี่ก็ยังเคยจับปลาไหลยักษ์ ในแม่น้ำปารานา แถบบัวโนส ไอเรส ที่มีน้ำหนักถึง 127 กิโลกรัมได้มาแล้วนะเค๊อะ ก็ไม่รู้ว่าพี่ท่านมีมนต์เรียกหอยเรียกปลารึไง ถึงได้ขยันจับของใหญ่ได้บ่อยขนาดนี้

ว่าแต่จับได้แล้วแกเอาไปทำไรหว่า คงไม่เอาไปทำขนมจีน-น้ำยาปลากระเบนเลี้ยงคนทั้งหมู่บ้านหรอกนะลูกพรี๊....กรั่ก ๆ ๆ ๆ




ขอบคุณที่มา mthainews.com

วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ข่าวฮา : การแข่งขันกินแกงกะหรี่ที่เผ็ดที่สุดในโลก

.
.
ใครที่ชื่นชอบการกินอาหารรสเผ็ด คงจะต้องหยอดกระปุกตีตั๋วเพื่อไปพิสูจน์ลิ้นเหล็กกันได้ ณ.รายการนี้ฮ่ะ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หน่วยบริการฉุกเฉินถูกเรียกตัวไปที่ ร้านแกงกะหรี่คิสมอต เรสเตอรองต์ ที่ย่านเซนต์ลีโอนาร์ด เมืองเอดินเบิร์ก สก็อตแลนด์ หลังผู้เข้าร่วมแข่งขันกินแกงกะหรี่ที่เผ็ดที่สุดในโลกมีอาการ ดิ้นทุรนทุราย อาเจียนและหน้ามืดในระหว่างการแข่งขัน !!!??




โดย คูรี คิม หนึ่งในผู้แข่งขัน สุ่มเลือกรับประทานเมนู “Kismot Killer” (แค่ชื่อก็บอกแล้ว ว่าเผ็ดขนาดไหน >_<") จากนั้นเธอก็ถูกนำตัวขึ้นรถฉุกเฉินส่งโรงพยาบาลถึง 2 ครั้งในเวลาเพียง 1ชม. แถมยังมีผู้แข่งขันอีกกว่าครึ่งต้องถอนตัว หลังรับประทานแกงกะหรี่รสชาดพิฆาตโลกาเข้าไปแล้วมีอาการอาเจียน ล้มฟุบ ทุรนทุรายและหอบ (อิชั้นชักจะสงสัยเจ้าของร้านขึ้นมาตะหงิด ๆ กรั่ก ๆ ๆ )

ทั้งนี้ การแข่งขันรายการนี้ ผู้เข้าแข่งขันต้องเซ็นหนังสือปฏิเสธดำเนินการทางกฎหมายก่อนถึงเข้าแข่งขันได้นะค้า และแม้ในระหว่างการแข่งขันมีเจ้าหน้าที่ของกาชาดอังกฤษ 2 คนดูแลอยู่ แต่ตามข่าวก็ไม่อาจช่วยเหลือผู้ป่วยได้ทันแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม นายอับดุล อาลี เจ้าของร้านอ้างว่า ความผิดพลาดของการแข่งขันครั้งนี้คือเขาประเมินความสามารถของผู้แข่งขันผิดไปฮ่ะ แต่อย่างน้อยการแข่งขันครั้งนี้ก็สามารถหาเงินมอบแก่องค์กรการกุศลได้จำนวนหนึ่ง ซึ่งทางหน่วยฉุกเฉินของสก็อตแลนด์ก็มีคำสั่งให้ร้านอาหารแห่งนี้ทบทวนรูปแบบการการแข่งขันแล้ว

เอวังด้วยประการฉะนี้แล :P




ข่าวจาก mthai.com

วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ข่าวดาราศาสตร์ : ค้นพบดาวเคาะ เอ๊ย..ดาวเคราะห์เพชรดวงใหม่แห่งกาแล้กซี่

.
.
ว่ากันว่าเพชรเม็ดงามนั้น ควรคู่กับสาวสวย แต่ลองถ้าเป็นเพชรเม็ดใหญ่เท่าดาวเนปจูนล่ะ ? ก็คงต้องคู่กับนักดาราศาสตร์สิเนาะ อิอิ

ข่าวดาราศาสตร์ แสนอึ้งตะลึงงันเช้าวันศุกร์จากเคลิ้มมม..สมาคม มาส่งอีกแล้วจ้า

เมื่อเร็ว ๆ นี้ วงการดาราศาสตร์ทั้งในและนอกประเทศ ต่างต้องตะลึงงัน เมื่อพบว่า มีดาวดวงนึงซึ่งส่งประกายเจิดจรัสอยู่บนฟากฟ้าดั่งดาราเพชร และเป็นเพชรเม็ดขนาดเท่าดาวที่มีอยู่จริง แถมอยู่ในดาราจักรทางช้างเผือกเราเองซะด้วยดิ่ ไม่ใกล้ไม่ไกลฮ่ะคุณพี่ แค่ 4,000 ปีแสงจากโลกแค่นั้นเอ๊งงง.... (คาดว่านั่งรถเมล์สาย 8 ในตำนานไปน่าจะถึงนะ กร๊ากกก..)




ดาวเคาะห์เพชรดวงนี้ อยู่ในทิศทางของกลุ่มดาวงูฮ่ะ เป็นบริวารของ พัลซาร์ พีเอสอาร์ เจ 1719-1438 (PSR J1719-1438) ซึ่งค้นพบโดยคณะนักวิจัยนานาชาติที่ใช้กล้องโทรทรรศน์ไซโร (CSIRO) ของหอดูดาวพากส์ในออสเตรเลีย การสำรวจของคณะนี้ทำโดยถ่ายภาพตามจุดต่าง ๆ ของท้องฟ้าต่างกัน 90,000 จุด แต่ละจุดใช้เวลารับแสงนาน 9 นาที

แล้วไอ้เจ้าพัลซาร์นี่มันคืออะไร...พัลซาร์นี้ จะเกิดขึ้นเมื่อดาวฤกษ์ดวงหนึ่งได้ยุบลงไปเป็นดาวนิวตรอน ฮ่ะ พัลซาร์ทั่วไปมีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 20 กิโลเมตร มันจะยิงคลื่นวิทยุออกมาเป็นลำและกวาดออกไปในอวกาศ หากลำนั้นชี้มายังโลก และมีกล้องโทรทรรศน์ส่องอยู่ที่ตำแหน่งนั้น กล้องก็จะมองเห็นคลื่นวิทยุแผ่ออกมาเป็นพัลส์สั้น ๆ หากพัลซาร์นั้นมีดาวเคราะห์โคจรรอบอยู่ด้วย แรงโน้มถ่วงของดาวเคราะห์จะรบกวนพัลส์นี้ซึ่งตรวจจับได้ และนี่คือสาเหตุที่นักดาราศาสตร์ตรวจพบดาวเคราะห์ของพัลซาร์นี้ ปัจจุบันพบว่ามีพัลซาร์ราว 70 เปอร์เซ็นต์ที่มีดาวเคราะห์เป็นบริวาร (โอ้ว ยังงี้นี่เอง)





จากการวิเคราะห์การกล้ำของพัลส์วิทยุ นักดาราศาสตร์สามารถวัดคาบการโคจรรอบพัลซาร์ ระยะห่างจากพัลซาร์ และขนาดของดาวเคราะห์บริวารได้ สำหรับบริวารของ พีเอสอาร์ เจ 1719-1438 นี้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางต่ำกว่า 60,000 กิโลเมตร อยู่ห่างจากพัลซาร์ 600,000 กิโลเมตร และโคจรรอบพัลซาร์ครบรอบทุก 2 ชั่วโมง
       
ตามข่าวเค้าบอกว่า แม้ดาวเคราะห์ดวงนี้จะมีขนาดค่อนข้างเล็ก  แต่มีความหนาแน่นมากกว่าดาวพฤหัสบดีที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 142,984 กิโลเมตร (เล็กกว่าแต่เนื้อแน่นกว่า ว่างั้นเหอะ)
       
ความหนาแน่นที่สูงกว่าปกตินี้เองฮ่ะ ที่เป็นเบาะแสถึงต้นกำเนิดที่ไม่ธรรมดาของดาวเคราะห์ดวงนี้ เมื่อนักดาราศาสตร์ศึกษารายละเอียดแล้ว กลับพบว่าแท้จริง ไอ้เจ้าดาวเคราะห์นี้เป็นซากของดาวฤกษ์มวลสูง ดาวฤกษ์ดวงนี้เคยเป็นดาวสหายกับพัลซาร์ เจ 1719-1438 มาก่อน สันนิษฐานว่ามันได้โคจรรอบพัลซาร์และตีวงแคบเข้าเรื่อย ๆ ทำให้พัลซาร์หมุนรอบตัวเองด้วยความเร็วสูงมากพร้อมกับดึงดูดสสารจากผิวของดาวฤกษ์ไป




       
ปัจจุบันนี้กระบวนการแย่งสสารได้ยุติลงแล้วฮ่ะ และระบบก็เข้าสู่เสถียรภาพแล้ว พัลซาร์ เจ 1719-1438 ได้กลายเป็นพัลซาร์มิลลิวินาทีที่หมุนรอบตัวเองเร็วถึง 10,000 รอบต่อนาที
       
ส่วนดาวฤกษ์ในอดีตที่ถูกสูบเลือดสูบเนื้อไปมากถึง 99.9 เปอร์เซ็นต์ของมวลเดิม ขณะนี้หลือเพียงแกนที่เป็นคาร์บอน และด้วยเหตุที่มีความดันมหาศาล ทำให้คาร์บอนนี้มีโครงสร้างเป็นผลึกแบบเพชร แต่คาร์บอนในดาวดวงนี้จะมีความหนาแน่นมากกว่าเพชรบนโลกมาก

ไงล่ะ..อ่านข่าวนี้แล้วแทบจะวิ่งไปจดทะเบียนตีตราจองดาวเพชรดวงนี้เป็นของตัวเองเลยล่ะดิ่ อ่ะ..ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แระ เปิดเผยตัวเลยละกัน ใครที่อยากจดทะเบียนเป็นเจ้าของดาวดวงไหนบอกได้นะค้าา..อิชั้นรับจดให้ค่าาา คิดค่าจดเพียงแค่เอเคอร์ละ 999 บาท (ไม่รวมค่าทองเปลวติดหัวสัญญาอีก 9 แผ่น) เท่านั้นเอ๊งงง..รับจดได้ทั่วกาแล้กซี่เลยค่าาา..รีบมาจดกันเร็ว ๆ นะค้า ช้าหมดอดจดด้วย 55555555+ (หากินง่ายเนอะ กรั่ก ๆ ๆ)



วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ข่าวแปลก : ส่งลาเข้าชิงตำแหน่งนาโย้กกก

.
.
เชื่อแว่..ใครที่ได้อ่านข่าวการเมืองที่ประชดกันอย่างแสบ ๆ คัน ๆ ข่าวนี้แล้ว ดูท่าจะต้องย้อนกลับมานึกถึงการเมืองบ้านเรากันเลยทีเดียวฮ่ะ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พรรคการเมืองพรรคนึง ชื่อว่าพรรค “Society for a New Bulgaria” ในเมืองวาร์นา เมืองท่าสำคัญริมฝั่งทะเลดำ ของประเทศบัลแกเรีย ได้กระทำการอันน่าฉงนต่อประชาชนทั่วไป เมื่อจู่ ๆ ก็นำลาซึ่งมีชื่อว่า มาร์โก มาสมัครลงชิงตำแหน่งนายกเทศมนตรีของเมือง ที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 23 ต.ค.นี้ สาเหตุ ก็เพื่อประท้วง นายคิริล ยอร์ดานอฟ นายกฯ คนปัจจุบัน ซึ่งประชาชนมองว่าบริหารงานไม่มีประสิทธิภาพ ไร้ซึ่งผลงาน (ลายังน่าจะทำงานดีซะกว่า ว่างั้นเหอะ !!)



"ม้อออ...." เอ้ยย..."ล้าาาาา..."

ทั้งนี้ แองเจล ดียันคอฟ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งของพรรคเปิดเผยว่า พรรคของตนมีความคาดหวังว่า ผู้มีสิทธิออกเสียงจะลงคะแนนเลือก มาร์โก มากกว่าที่จะปล่อยให้ยอร์ดานอฟชนะการเลือกตั้งและได้อยู่ในตำแหน่งต่อไปอีกสมัยนึงฮ่ะ ทั้งยังยืนยันว่า มาร์โกนั้นน่าไว้วางใจกว่านายกฯ คนปัจจุบันเย้อออ.... เพราะมันไม่เคยยักยอกทรัพย์สินของประชาชน ! ไม่เคยโกหก ! ทั้งยังขยันทำงานอีกด้วย ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ตรงข้ามกับตัวนายกเทศมนตรีคนปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง (แรว๊งงง..)

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่า ทีมหาเสียงของนายกเทศมนตรียอร์ดานอฟ ปฏิเสธที่จะให้เขาขึ้นเวทีประชันวิสัยทัศน์กับเจ้ามาร์โก ตามกำหนดที่จะมีขึ้นในเร็วๆนี้ โดยให้เหตุผลว่าการปล่อยให้ยอร์ดานอฟขึ้นเวทีเดียวกับลาถือเป็นการลดเกีรยติของนายกเทศมนตรี (อุอุ จริง ๆ อิฮั้นอยากฟังวิสัยทัศน์ของเจ้ามาร์โก น่ะนะ ว่าจะเคี้ยวเือื้องหญ้าไปแล้วก็ร่ายแผนนโยบายอะไรที่น่าสนใจออกมารึเปล่า)

แต่การเมืองก็งี้แหละฮ่ะ หายากนะฮ้า ที่จะได้เจอผู้แทนปวงชนที่ดี ไร้ราคีมากวนใจ เหมือนงมเข็มในมหาสมุทรแหละ แหมะ..นี่ถ้าอิ่ตาลามารโก ได้รับการเลือกตั้งขึ้นมานะ อิชั้นว่าอีกไม่นานบ้านเราก็น่าจะเอาเยี่ยงอย่าง ว่าแต่จะส่งตัวอะไรเข้าชิงตำแหน่งดีเค๊อะ ช่วยกันคิดหน่อยนะเค๊อะคุณผู้โชมมม...~




ขอบคุณที่มา mthai.com

วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2554

ข่าวน่ารัก : เจ้าเหมียวที่ขาสั้นที่สุดในโลกกก...

.
.
สวัสดีเช้าวันหยุดสุดสัปดาห์นะค้าเพื่อน ๆ ชาวเคลิ้มทุกท่าน

หลังจากที่เคลิ้มมม..สมาคมพาไปดูของหญ่าย ๆ กันไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว วันนี้ก็มาถึงคิวของ ของสั้น ๆ กันบ้างฮ่ะ

อ่ะ..มาดูข่าวของของสั้น ๆ อันนี้กันนะค้า

ข่าวจาก นสพ.เดอะซัน นสพ.ยอดนิยมสำหรับการก้อปข่าว (ฮี่ ๆ) ได้เปิดเผยถึง เจ้าเหมียวตัวเล็กน่ารักๆ จากแซนดีเอโก สหรัฐฯ ที่ได้รับการรับรองให้เป็นแมวเตี้ยที่สุดในโลก หลังวัดความสูงจากไหล่ถึงพื้นได้เพียง 6 นิ้ว ขณะที่ค่าเฉลี่ยความสูงของแมวทั่วๆ ไปจะอยู่ที่ราว 10 นิ้ว เห็นจะได้




เจ้าแมวตัวเตี้ยแม๊ะแคระตัวนี้ มีชื่อว่า เจ้าฟิช ฮ่ะ   อายุอานามก็ 2 ขวบแระ เป็นแมวเหมียวตัวเมียพันธุ์มันซ์กิ้น ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีลักษณะขาสั้นผิดแปลกจากพันธุ์อื่นๆ อยู่แล้ว แต่เจ้าฟิชนี่ดูเหมือนจะขาสั้นเย้ออ..ผิดชาวบ้านเค้า ทางกินเนสส์ เวิลด์ เรคอร์ดส จึงได้ออกมารับรอง "เจ้าฟิซ" อย่างเป็นทางการให้เป็นแมวเตี้ยที่สุดของโลกไปเรียบร้อยแระ
     
ทิฟฟานี เจลเดอร์การ์ด ผู้เป็นเจ้าของเล่าว่า ตอนที่กินเนสส์ เวิลด์ เรคอร์ดส บอกเธอว่า เธอมีแมวที่ตัวเตี้ยที่สุดในโลก เธอปลาบปลื้มเป็นอย่างมาก และพอถึงตอนที่พามันไปยังสำนักงานสัตวแพทย์เพื่อวัดตัวมัน พวกเขาก็บอกกับเธอว่าไม่เคยเห็นแมวที่ไหนตัวเตี้ยขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต





ทั้งนี้ ทิฟฟานี จากแซนดีเอโก สหรัฐฯ เล่าต่อว่า "มันรู้ดีว่าตัวมันเตี้ย แต่ก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับการกระโดดและปีนป่ายขึ้นที่สูงภายในบ้าน มันคือเจ้าหญิงตัวเล็กๆของฉัน มันก็ซุกซอนเหมือนกับแมวตัวอื่นๆนั่นแหละ แต่มันก็ชอบทำอะไรหลายๆอย่างในรูปแบบของตัวเอง"

เตี้ย ๆ แบบนี้ นึกว่าหลุดจากลำตัวก็เป็นติง..เลยนะเนี่ย 555+ เอ้า ก็ขอให้มีความสุขสมกับที่ได้รับตำแหน่งนะจ๊า..เหมียวน้อย...เมี๊ยวววว....




ขอบคุณที่มา manageronline.com



ข่าวน่ารัก : โถ ๆ เพนกวินหัวโล้น เอ๊ย..ขนโล้นเอ๊ย..

ข่าวเคลิ้ม ๆ ประจำวันศุกร์สุดสัปดาห์มาเสิร์ฟแล้วจ๊า...

ข่าวล่ามาช้านิดนึงข่้าวนี้ หยิบมาจาก นสพ.เดอะซัน -ฮ่ะ เมื่อเจ้าเพนกวินตัวน้อยแสนน่ารัก ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในสวนสัตว์แห่งหนึ่งของประเทศจีน ต้องเผชิญกับความอ้างว้าง เย็นชาและหนาวเหน็บที่แท้จริง หลังถูกครอบครัวหมางเมิน เหตุเพราะดั๊นเกิดมาลืมตาดูโลกในสภาพขนโกร๋นซะนี่



     
ตามข่าวเค้าบอกแว่..เจ้าเพนกวินตัวน้อยที่ไร้ขนตัวนี้ ป่วยเป็นโรคประหลาดฮ่ะ เป็นผลให้ไม่มีขนขึ้นตามลำตัว แต่ที่สาหัสกว่านั้นคือด้วยสภาพร่างกายที่ล้านโล้นเตียนโล่งที่ไม่เหมือนกับตัวอื่นๆ ทำให้ไม่เป็นที่ต้อนรับจากครอบครัว

หวัง ตัน พนักงานของพิพิธภัณฑ์สัตว์ในเมืองต้าเหลียน ประเทศจีน ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของเพนกวินตัวนี้ เล่าว่า ทีแรกเค้าก็พยายามส่งมันกลับไปหาครอบครัว อยู่เหมียล์ลกันเฮ่าะ ด้วยหวังว่าทางฝูงจะดูแลมันและช่วยให้มันเติบโตอย่างแข็งแรง ทว่ามันกลับถูกทอดทิ้งและเขี่ยออกจากฝูง (แอร๊ยยย >_<")
     
ด้วยเหตุนั้นเจ้าหน้าที่ของสวนสัตว์จึงต้องเป็นผู้ที่ดูแลมันตลอด 24 ชั่วโมงซะเอง และคอยให้อาหารเพนกวินตัวนี้นานกว่า 1 เดือน จนมันแข็งแรงและท้ายที่สุด ก็แฮปปี้เอนสะดิ้งฮ่ะ เมื่อตามตัวของมันเริ่มมีขนขึ้นเหมือนกับเพนกวินตัวอื่นๆ สุดท้ายทางครอบครัวจึงยอมรับมันกลับเข้าฝูงอีกครั้งนึง




แหม..สงสัยเจ้าเพนกวินฝูงนี้จะไม่เคยได้ยินคำฝัน เอ๊ย..คำขวัญของคนไทยนะ..แตกต่างแต่ไม่แตกแยกอ่ะ เคยได้ยินป่าว..อุอุ ก็ขอให้เติบโตแข็งแรงเป็นเยาวชนที่ดีของเพนกวินต่อไปนะจ๊า..โล้นน้อยยย..จุ๊บ ๆ






ที่มา manageronline

วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2554

ข่าวดาราศาสตร์ : 24 กันยานี้ รอชิ้นส่วนดาวเทียมของพี่ซ่า โหม่งโลก !!!

กรี๊ด ๆ ๆ ๆ ไม่ได้เห่อบอยแบนด์เกาหลีนะ แต่อิชั้นกำลังอึ้ง ทึ่ง เสียวกับข่าวนี้ตังหากฮ่า

ข่าวจากสมาคม ดาราศาสตร์ของไทย แจ้งว่า ในวันที่ 24 กันยายน 2554 นี้ ดาวเทียมเก่าอายุ 20 ปีและหนักกว่า 5 ตันของนาซาได้หลุดจากวงโคจรและจะหล่นสู่โลก ในบริเวณที่มีประชากรอาศัยอยู่ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์จะระบุตำแหน่งที่แน่ชัดก่อนดาวเทียมพุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ 2 ชั่วโมงเท่านั้น (แอร๊ย..) แต่องค์การอวกาศสหรัฐฯ ยืนยัน และมั่นใจแว่..โอกาสเกิดอันตรายต่อคนบนโลกมีเพียง 1 ใน 3,200 เท่านั้นเองฮ่ะ


     
ทั้งนี้ ดาวเทียมศึกษาบรรยากาศชั้นบนยูเออาร์เอส (UARS: Upper Atmosphere Research Satellite) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ซึ่งมีอายุ 20 ปี มีขนาด 4.5 x 11 เมตร และหนักถึง 5.7 ตันได้ถูกนำไปปล่อยไว้ ตั้งแม่เมื่อเดือนกันยายน 2534 โดยบรรทุกไปกับกระสวยอวกาศดิสคัฟเวอรี โดยมีภารกิจคือ การสำรวจบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ ดาวเทียมทำงานอยู่ในวงโคจรรอบโลกที่ความสูงประมาณ 580 กิโลเมตร หลังจากสิ้นสุดภารกิจแล้ว ปลายปี 2548 นาซาได้ใช้เชื้อเพลิงที่เหลืออยู่บนดาวเทียม ดึงดาวเทียมลงมาที่วงโคจร 360 × 510 กิโลเมตร เหนือผิวโลก เพื่อปล่อยให้ค่อย ๆ ตกลงมาด้วยแรงต้านจากชั้นบรรยากาศ และจะหลุดจากวงโคจรและหล่นสู่พื้นโลกราวๆ วันที่ 24 ก.ย.54 ตามคาดการ์ณของนาซา โดยพื้นโลกที่ดาวเทียมจะตกลงมานั้นอยู่ระหว่าง 57 องศาเหนือและ 57 องศาใต้ของเส้นศูนย์สูตร ซึ่งเป็นบริเวณที่มีประชากรอาศัยอยู่ (ตรงไหนฟระ)



     
อย่างไรก็ดี ดาวเทียมดังกล่าวจะเผาไหม้และแตกสลายไปมากแล้วก่อนตกสู่พื้นโลก ซึ่งตามรายงานของบีบีซีนิวส์นักวิทยาศาสตร์คาดว่าจะมีชิ้นส่วนจากดาวเทียมดังกล่าว 26 ชิ้นตกสู่พื้นโลก และตกกระจายกินพื้นที่กว้าง 400-500 กิโลเมตร ซึ่งทางนาซาเผยว่านักวิทยาศาสตร์สามารถคำนวณตำแหน่งที่ซากดาวเทียมจะตกได้ล่วงหน้าเพียง 2 ชั่วโมงก่อนดาวเทียมเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ
     
ดาวเทียมดังกล่าวมีโอกาสทำอันตรายประชาชนถึง 1 ใน 3,200 ซึ่งสูงกว่าขีดกำจัดที่นาซากำหนดไว้คือ 1 ใน 10,000 แต่นาซาแจงต่อสื่อมวลชนว่าไม่มีใครที่ได้รับบาดเจ็บจากวัตถุอวกาศที่ตกกลับสู่พื้นโลก นอกจากนี้ประชาชนทั่วไปยังไม่สามารถเก็บชิ้นส่วนดาวเทียมที่ตกลงมาไว้เป็นสมบัติส่วนตัวหรือแม้แต่ประมูลขายผ่านทางเว็บไซต์อีเบย์ (eBay) เนื่องจากเศษซากเหล่านั้นยังคงเป็นสมบัติของรัฐบาลสหรัฐฯ
   


ชิ้นส่วนจรวดชิ้นหนึ่งของนาซา ผ่านบรรยากาศโลกมาตกใกล้กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2548 มีขนาด 1×2 เมตร เป็นโลหะไทเทเนียม หนัก 50 กิโลกรัม ชิ้นส่วนจรวดชนิดเดียวกันนี้ นอกจากประเทศไทย เคยมีรายงานตกที่ซาอุดีอาระเบีย อาร์เจนตินา และอุรุกวัย (ภาพ - The Orbital Debris Quarterly News, Volume 9, Issue 2, April 2005)


แหม..จะเป็นของใครหนูก็ไม่สนหรอกฮ้า ก็ได้แต่หวังว่าคงจะไม่มีตาสีชาวบ้านธรรมดาโดนชิ้นส่วนของดาวเทียมดวงนี้ตกใส่หัวเข้าเท่านั้นเอ๊ง.. ถึงจะแอบหวังภาวนาให้มันตกโหม่งหัวคนโกงชาติโกงแผ่นดินมั่งสักชิ้นสองชั้นก็ยังดีก็เหอะ

เอ๊า..คุงพรี๊..น้องลืมไปว่าบล้อกนี้ปลอดการเมืองอ่ะ 5555+..






ขอบคุณที่มา manageronline

วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2554

ข่าวแปลก : รวมของหญ่ายระดับน้อง ๆ สถิติโลก อิอิ

อรุณสวัสดิ์เช้าวันหยุดสุด สุด สัปดาห์จ้าาา..

วันนี้เคลิ้มสมาคมมีข่าวเคลิ้ม ๆ มาเคาะให้ฟังกันอีกแย้ว สัปดาห์นี้เรามาอยู่กันที่ของใหญ่ ๆ กันละกันนะคะ

ข่าวนี้โย้กก..มาจากเดลิเมล์ฮ่ะ เมื่อนักประเมินราคาทรัพย์สินชายวัยเกษียณ ที่ผันตัวเป็นชาวสวนเต็มเวลา สร้างสถิติใหม่ด้วยการปลูกหัวหอมยักษ์ ที่มีน้ำหนักมากที่สุดในโลก พร้อมกับคว้าชัยชนะในงานประกวดพืชผล แฮร์โรเกต ออทัม ฟลาวเวอร์ โชว์ ทางตอนเหนือของเกาะอังกฤษ



     
พ่อเฒ่าปีเตอร์ เกลซบรูก วัย 67 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ใกล้เมืองนิวอาร์ก สามารถสร้างสถิติโลกจากประวัติในการทำสวน 30 ปีของเขา ด้วยผลผลิตหัวหอมยักษ์หนัก 17 ปอนด์ 15 ออนซ์ครึ่ง ซึ่งทำลายสถิติเดิม 16 ปอนด์ 8.7 ออนซ์ ที่ทำไว้โดยจอห์น ซิฟฟอร์ด จากเวสต์มิดแลนด์ตั้งแต่ปี 2005
     
ตามข่าวเค้าบอกว่าชายหนุ่มวัยเกษียณผู้นี้ได้ใช้ความพยายามในการเพาะปลูก เพื่อให้ได้หัวหอมที่หนักที่สุดในโลกมาตลอด 25 ปี แต่ก็พลาดเสมอ จนในที่สุดเขาก็สามารถคว้าชัยชนะมาได้ในงานแฮร์โรเกต ออทัม ฟลาวเวอร์ โชว์ ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน ที่ผ่านมานี้




เขาบอกว่า "ผมไม่รู้น้ำหนักที่แท้จริงจนพวกเขาวางมันลงบนตราชั่ง แต่ผมคอยวัดขนาดมันทุกวัน ดังนั้นผมถึงมีความหวังมาก"
   
เกลซบรูกเริ่มปลูกหอมยักษ์หัวนี้มาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วฮ่ะ และรอจนกระทั่งเย็นวันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยา ถึงค่อยเก็บเกี่ยว เนื่องจากพืชผักอาจเสียน้ำหนัก หากวางทิ้งไว้ข้ามคืน
     
เขาบรรจงห่อหัวหอมเจ้าของสถิติโลกหัวนี้ด้วยผ้าขนหนูอย่างทะนุถนอม เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ช้ำ หรือบุบสลายระหว่างการขนส่ง ก่อนนำขึ้นรถแล้วขับตรงไปยังสถานที่จัดงานในยอร์กเชียร์ตลอดทั้งคืน



   
อดีตนักประเมินราคาทรัพย์สินรายนี้เล่าถึงช่วงเวลาในการบ่มเพาะให้ผลผลิตของเขาครองสถิติโลกได้ว่า "ผมมักถามพวกมันเสมอว่าต้องการน้ำ และอาหารอีกไหม" (555+)

นอกเหนือจากความสำเร็จในการปลูกหัวหอมยักษ์ให้ได้ชัยชนะในครั้งนี้แล้ว ปัจจุบัน เกลซบรูกก็ยังเป็นเจ้าของสถิติมันฝรั่งที่หนักที่สุดในโลก หัวผักกาดที่หนักที่สุดในโลก และหัวบีทรูทที่ยาวที่สุดอีกด้วย เีรียกได้ว่าผลผลิตจากสวนเดียวเลี้ยงชาวบ้านได้ทั้งซอย
     
"ผมรู้สึกภูมิใจมาก ผมจะเอามันกลับบ้าน ดูแลมัน มันมีค่ามากเกินกว่าจะเอามากิน" เขากล่าว โดยเสริมว่า ถ้าเอาเจ้าหอมหัวนี้ไปทำอาหาร คงเพียงพอสำหรับทำฮอตดอกให้คนหลายพันคนทีเดียว

นอกจากพ่อเกลซบรูกเจ้าของหัวหอมยักษ์ใหญ่ระดับคว้าชัยสถิติแล้ว ก็ยังมีพืชผักสวนครัวระดับใหญ่ยักษ์ที่ส่งเข้าประกวดอีกหลายรายการฮ่ะ อาทิเช่น ผักกะหล่ำยักษ์ ของ เดเร็ก นูแมน จากเชฟฟิลด์




และ ฟักขนาดมหึมา ที่พ่อของกระทาชายนายโจ เอเธอร์ตันจากแมนสฟิลด์ปลูกมากับมืออีกด้วย




บ้านเราไม่ยักกะมีเทศกาลแบบนี้มั่งเนอะ ช่วยกันส่งเสริมการเกษตรให้ผลผลิตพัฒนาขึ้น ทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณจะได้สมกับเป็นอาหารของครัวโลกได้อย่างที่คุยกันไว้น๋อยนึง..

แล้วพบกับเคลิ้มสมาคมได้ใหม่ในตอนหน้านะค้า




ขอบคุณที่มา manageronline




วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554

ข่าวแปลก : ร็อคสาวเจ้าของสถิติเล็บยาวที่ซู้ดด...ในโลก !!??

.
.
คนเรานี่ช่างอุดมไปด้วยความแปลก แปลก และแตกต่างจริง ๆ ฮ่ะ บางคนก็แปลกแต่น้อย บางคนก็แปลกเอามั่ก ๆ ดูอย่างแม่คุณแม่ทูลหัว นักร้องเพลงร็อคในข่าวที่อิชั้นเอามาฝากนี่เป็นไร ไม่รู้คุณเธอคิดยางง้ายยย....ถึงได้ไว้เล็บยาวเอาสถิติโลกขนาดนั้น

อ่ะมาดูเนื้อข่าวกันนะคะ

คริส วอลตัน หรือ เดอะ ดัทเชสส์ นักร้องเพลงร็อควัย 45 ปีในลาสเวกัส ได้รับการบันทึกลงในกินเนสส์เวิล์ดเร็คคอร์ดส์ เมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา ว่าเป็นเจ้าของเล็บมือยาวที่สุดในโลก โดยเล็บมือซ้ายของเธอมีความยาวถึง 3.1 เมตร ส่วนเล็บมือขวา ยาว 2.92 เมตร หลังจากไม่เคยตัดเล็บเลย 18 ปี ซึ่งเท่ากับการเลี้ยงเด็กคนหนึ่งจนโตเป็นผู้ใหญ่เลยทีเดียว (แต่น่าหยดหยองมากกว่านะ)


       
วอลตัน กล่าวว่า เธอทำอะไรเองเกือบทุกอย่าง ทำเล็บเอง แต่งหน้า ขับรถ ช้อปปิ้ง ทำความสะอาดบ้าน แต่ที่สร้างปัญหาให้มากที่สุดคือ การหยิบเงินในกระเป๋า กับเวลาใช้เครื่องดูดฝุ่น ที่บางที เล็บก็ดันไปพันกับท่อยางดูดฝุ่นซะนี่ !!
       
"ไม่ได้ตั้งใจไว้เล็บเพื่อจะได้รับการบันทึกเป็นสถิติโลกในกินเนสส์หรอกฮ่ะ แต่วันหนึ่ง อยู่ดีๆ ก็หยุดตัดเล็บซะงั้น อิฮั้นว่ามันก็สวยดีนะฮ้า ก็เลย ปล่อยยาวมาเรื่อย ๆ " เธอให้สัมภาษณ์นักข่าวว่ายังงั้น แถมยังบอกด้วยว่าเคล็บลับในการดูแลเล็บ ไม่ใช่การดื่มนม หรือมุ่งรับประทานอาหารที่ดีต่อเล็บ แต่กลับเป็นขนมหวาน กับความอดทนมากกั่ว.. (อิชั้นว่าอย่างหลังนี่เยอะกว่านะ)
       
เจ้าของสถิติเล็บยาวสุดในโลกคนก่อนคือ ลี เรดมอนด์ จากเมืองซอล์ต เลค ซิตี้  เจ้าของเล็บความยาวรวม 8.53 เมตร แต่เธอสูญเสียเล็บจากอุบัติเหตุรถยนต์ในปี 2552

เอ่อไหน ๆ ก็ไหน ๆ แระ ขอถามสักคำเถอะฮ่ะคุณพี่..แล้วงี้เวลาแคะขรี้เล็บมิใช้เวลาเป็นชั่วโมงเลยเหร๋อคะ..5555555555+






ขอบคุณที่มา http://www.komchadluek.net

วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2554

ข่าวดาราศาสตร์ : พบ "โลกใบใหม่" ไกลออกไป 35 ปีแสง !!

ยู้ฮู..กลับมาพบกับคะ..เคลิ้มมม..สมาคมช่วงดึก ๆ นะค้า

ในวันนี้เคลิ้มสมาคมนำข่าวด้านดาราศาสตร์มาเสิร์ฟกันบ้างฮ่ะ

โดยเมื่อวันที่ 12 ก.ย. ที่ผ่านมา เว็บไซต์สเปซดอทคอม ได้เปิดเผยว่า นักดาราศาสตร์ที่สังเกตการณ์อยู่ที่หอสังเกตการณ์ยุโรปตอนใต้ สามารถค้นพบดาวดวงใหม่ถึงกว่า 50 ดวง




โดยรายงานระบุว่า การค้นพบดาวดวงใหม่กว่า 50 ดวงดังกล่าว มีดาวที่มีขนาดใกล้เคียงกับโลกอยู่ทั้งหมด 16 ดวงฮ่ะ ส่วนใหญ่จะมีพื้นผิวเป็นหิน แต่มีดวงหนึ่งมีลักษณะ,ขนาดและพื้นผิวใกล้เคียงโลกมาก อีกทั้งยังโคจรในแถบอวกาศที่มีสภาพอุณหภูมิไม่ร้อนหรือเย็นเกินไปด้วย ทำให้น้ำสามารถดำรงอยู่ได้ในสภาวะของเหลว จึงได้ตั้งชื่อให้ดาวดวงดังกล่าวว่า HD 85512 b หรือ Gliese 370 b

น้องดาว เอ๊ย..เจ้าดาว HD 85512 b หรือ Gliese 370 b นี้อยู่ไกลจากโลกไป 35 ปีแสงค่ะ มีขนาดใหญ่กว่าโลกราว ๆ 3.5 เท่า  และโคจรรอบดาวดวงหนึ่งที่ชื่อว่า HD 85512 ซึ่งก็มีลักษณะเหมือนกับดวงอาทิตย์ของเรา นอกจากนี้ยังใช้เวลา 54 วันในการหมุนรอบตัวเอง (นานแฮะ อาจเป็นเพราะเป็นดาวดวงที่ใหญ่กว่าโลกด้วยมั๊ง) มีเมฆปกคลุมและมีบรรยากาศคล้ายกับโลกของเรามาก ส่วนอุณหภูมิพื้นผิวของดาวดวงนี้อยู่ที่ 25 องศาเซลเซียส หรือก็พอ ๆ กับอากาศทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ทำให้นักดาราศาสตร์ต่างสันนิษฐานว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ก็เป็นได้ (เอาจริงดิ่)




ด้าน ลิซา คัลเตนเน็กเกอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ เปิดเผยว่า มันเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก(หนูก็ตื่นเต้วฮ่ะ) ที่ได้พบดาวเคราะห์ที่มีลักษณะคล้ายกับโลกอีกดวงหนึ่ง ซึ่งการค้นพบครั้งนี้ก็ไม่ใช่แค่การค้นพบดาวที่อยู่ห่างออกไป แต่มันคือการค้นพบโลกใหม่ก็ว่าได้

ว่าแล้วก็เตรียมแพ็คกระเป๋าไว้รอเลยฮ่ะ เมื่อไหร่ที่มนุษย์เราใช้ไอ้เจ้าดาวสีฟ้ากันจนสิ่งแวดล้อมมันยับเยินกู่ไม่กลับแระ ก็เตรียมอพยพไปดาวดวงใหม่กันได้ ว่าแต่ต้องใช้เวลากี่ร้อยปีถึงจะเดินทางถึงกันล่ะเนี่ยยยย....




ขอบคุณที่มา mthai.com

วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2554

ข่าวฮา : แม้แต่กวางยังเมา

"ไม่เมาเหล้าแล้วเรายังเมารัก สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน ไอ้เมาเหล้าเช้าสายก็หายไป..แต่เมาผลไม้นี้ประจำทุกค่ำคืน"

สวัสดีเช้าวันหยุดสุดสัปดาห์ค่าาา..พบกับเคลิ้มสมาคมและข่าวฮ็อต ๆ ฮา ๆ กันอีกแล้วนะค้า

อ่ะมาดูข่าวควรจะฮาดีมั้ยของต่างประเทศข่าวนี้กันฮ่ะ

สำนักข่าวต่างประเทศ ได้เผยภาพ พี่ตำรวจและนักดับเพลิง ที่กำลังช่วยกวางตัวใหญ่ตัวนึงที่ติดอยู่กับต้นแอปเปิ้ล ในประเทศสวีเดน ออกมาฮ่ะ  ซึ่งสันนิษฐานว่ามันมีอาการมึนเมาจากการกินแอปเปิ้ลเน่าบนต้น (??!!) และพยายามยื่นคอขึ้นไปกินลูกที่อยู่สูงกว่าจึงทำให้ลำตัวติดอยู่ดังภาพ (ติดใจว่างั้นเหอะ)




ทั้งนี้ ชาวบ้านที่อยู่แถวนั้นได้โทรแจ้งให้ตำรวจมาช่วย หลังจากพบมันติดอยู่สักพักโดยไม่มีทีท่าว่าจะช่วยเหลือตัวเองให้หลุดออกมาได้เองอ่ะนะ จากนั้นพนักงานดับเพลิงก็ต้องตัดกิ่งไม้ทิ้ง เพื่อให้ตัวของเจ้ากวางหลุดออกมา และขณะนี้ถูกนำตัวคืนสู่ป่าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม สัตว์อีกหลายชนิดที่กินผลไม้ เช่น ลิง จะเกิดอาหารเมาได้ หากมันกินผลไม้เน่าที่ตกลงกองบนพื้น ซึ่งพอมันทับถมกันจะเกิดแอลกอฮอล์ขึ้นมา เรียกว่างานนี้ถ้าเผลอกินกันมาก ๆ เข้า ก็เมาเละกันทั้งป่าเลยทีเดียว

ข่าวนี้ไม่รู้ควรจะฮาดีมั้ย แต่ก็ดีใจแหละที่งานนี้จบลงด้วยดี น้องกวางได้กลับคืนสู่อ้อมอกของป่าเขาลำเนาไพรตามเดิมแระ คราวหลังจะกินอะไรก็หัดไตร่ตรองซะก่อนนะน้องนะ เมาแต่พอควร อย่าติดใจจนปีนขึ้นไปติดแหง็กแบบนี้อีกล่ะ..เดี๋ยวจะเดือดร้อนพี่ ๆ เค้าต้องไปแซะหนูลงมาอีก ^0^/

แล้วพบกับเคลิ้มสมาคมได้ใหม่ในตอนหน้านะฮ้า





ขอบคุณที่มา mthai.com

วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2554

ข่าวประทับใจ : คืนอิสรภาพให้กับลิงที่ถูกขัง-ทดลองมากว่า 30 ปี !!

อ่านข่าวนี้แล้ว อิฮั้นก็ได้แต่สะท้อนสะท้านอยู่ในหัวใจฮ่ะ

สำนักข่าวต่างประเทศเปิดเผยคลิปสุดซึ้ง หลังลิงชิมแปนซี 10 ตัว ได้รับคืนอิสรภาพครั้งแรก หลังจากอยู่ในห้องทดลองมานานกว่า 30 ปี !!



ทั้งนี้ ชิมแปนซีทั้ง 10 ตัว ถูกแยกออกมาจากแม่หลังจากลืมตาดูโลกได้ไม่นาน และได้ถูกนำไปเป็นสัตว์ทดลองในการทดลองยาและทดลองทางการแพทย์ ในบริษัทผู้ผลิตยาแห่งหนึ่งของออสเตรีย โดยทั้ง 10 ตัวถูกแยกให้อยู่ตามลำพังหลังจากมีการทดลองโดยการฉีดเชื้อเอชไอวีและไวรัสตับอักเสบให้ (โธ่ถัง..เฮ้อ T_T)




อย่างไรก็ตาม เมื่อปี 1997 โครงการดังการต้องสิ้นสุดลง เนื่องจากบริษัทยาดังกล่าวถูกขายต่อ ซึ่งชิมแปนซีทั้ง 10 ตัว ถูกเคลื่อนย้ายไปอยู่ในฟาร์มแห่งหนึ่งเพื่อฝึกการใช้ชีวิต เพราะลิงพวกนี้อาศัยอยู่แต่ในห้องทดลองแบบปิดมาโดยตลอด ซึ่งผู้ดูแลบอกว่า ตนมีความสุข ที่เห็นลิงชิมแปนซีกลุ่มนี้มีความสุขมากขึ้นเรื่อยๆ






เป็นข่าวสะเทือนอารมณ์ประจำวันนี้เลย เฮ้อ..ที่สุดแล้ว มนุษย์ก็ต้องเบียดเบียนสัตว์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งสินะ คิดถึงสุขภาพของตัวเองแล้วสุขภาพของเจ้าลิงพวกนี้ล่ะ เคยคิดกันมั่งมั้ยเนี่ย....






ข่าวจาก Mthai.com

วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2554

ข่าวแปลก : โครตไอ้เคี่ยม

.
.


อย่าเพิ่งนึกว่าเป็นชื่อหนังใหม่ ค่าย บีจีเอช (มีรึเปล่าฟระค่ายนี้) นะค้า แต่นี่คือ อภิมหาไอ้เคี่ยมตัวเป็น ๆ ที่พี่ ๆ ชาวฟิลิปินโนว์แกจับได้หลังต้องหวาดผวาภัยจากเขี้ยวตัน ๆื ของจระเข้ตัวพ่อมานานหลายเดือน

เว็บไซต์ข่าวเดอะซัน ได้เผยแพร่ภาพ จระเข้ยักษ์ ระดับโครตไอ้เคี่ยม ที่ชาวฟิลิปปินส์จับได้ ซึ่งเมื่อวัดแล้ว ขนาดของมันมีความยาวถึง 21 ฟุต !! เลยทีเดียว



โดยก่อนหน้านี้ชาวบ้านต่างอยู่กันอย่างหวาดผวาฮ่ะ เนื่องจากชาวประมงหลายรายถูกจระเข้ยักษ์ ตัวนี้โจมตีหลายครั้งในละแวกอ่าวของเมืองบูนาวัน อีกทั้งยังมีเสียงร่ำลือกันว่า ชาวประมงรายหนึ่งที่หายตัวไปอย่างลึกลับไปตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าจะกลายเป็นเหยื่อของจระเข้ยักษ์ไปแล้ว

จนกระทั่งชาวบ้านทนอยู่กันอย่างขวัญหนีดีฝ่อไม่ไหวฮ่ะ ก็เลยช่วยกันสร้างกับดักเพื่อจับสัตว์ขนาดใหญ่ตัวนี้ พอจับได้ปุ้บก็ถึงกับเฮกันเลยทีเดียว แต่เนื่องจากมันมีน้ำหนักถึง 1 ตัน  จึงต้องระดมชาวบ้านนับร้อยมาช่วยดึงร่างของมันขึ้นจากที่โล่งของอ่าว แล้วใช้เครนยกขึ้นรถบรรทุกเพื่อนำไปดูแลที่อุทยานแห่งชาติเชิงอนุรักษ์ นับได้ว่าเป็นจระเข้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่ถูกจับตอนเป็นๆ ในประเทศฟิลิปปินส์ 

อย่างไรก็ตาม คอกซ์ อีลอร์เด นายกเทศมนตรีท้องถิ่น เตรียมแผนที่จะจัดการร่างของมัน โดยเปลี่ยนจากภัยคุกคามให้กลายเป็นสิ่งที่มีค่า (อย่างเช่นลูกชิ้นรึ ??)  พร้อมทั้งกล่าวด้วยว่า “ครั้งแรกที่เห็นขนาดอันมหึมาของมันก็แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง”

แหม๊ะ...หนูก็ไม่เชื่อสายตาตัวเองเหมือนกันแหละฮ่ะ..ตัวมันใหญ่ยักษ์จริง ๆ นะ นี่ถ้าหลุดมาแถวบ้านหนู ตอนน้ำกำลังท่วม ๆ แบบนี้ ก็ตัวใครตัวมันแหละนะฮ้าคุณพรี๊..






ขอบคุณที่มา mthai.com